ปลายปี พ.ศ.2539 เด็กหญิง 2 คน คือ ด.ญ.กัลยามาศ สิงห์นาคลอง อายุ 10 ปี และ ด.ญ.พัชรี ไวแสน อายุ 11 ปี ได้ค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ขนาดใหญ่บริเวณผลาญหินที่รู้จักกันในนามวังเครือจาน เชิงภูแฝก กิ่งอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อมาเมื่อคณะสำรวจไดโนเสาร์ กรมทรัพยากรธรณี เข้ามาตรวจสอบพบว่ามีรอยตีนไดโนเสาร์อยู่ 21 รอย ย่ำเป็นแนวทางเดิน 6 แนวในทิศทางต่างกัน โดยมี 3 แนวที่เห็นรอยตีนชัดเจน ได้แก่ แนวทางเดินแรก พบรอยตีน 7 ก้าว เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ (120 องศา) รอยตีนมีนิ้ว 3 นิ้ว ความยาวประมาณ 45
สำหรับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แล้ว สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดน่าจะได้แก่โครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดมหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าเขานั่นเอง พิพิธภัณฑ์สิรินธรจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ประมาณ 20 ชนิด ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากต่างประเทศ แต่ที่โดดเด่นกว่าเพื่อนเนื่องจากมีขนาดใหญ่ และยังเป็นฟอสซิลที่ขุดพบในเมืองไทย ก็คือโครงกระดูกของภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ตามปรกติโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ล้วนเป็นแบบจำลอง โดยเก็บฟอสซิลของจริงไว้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อความปลอดภัย และใช้สำหรับงานวิจัย การทำ
ช่วงต้นของเส้นทางเดินชมนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์สิรินธร เราจะเห็นลายเส้นตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ฝังอยู่บนพื้น มันคือมาตราธรณีกาล (Geological Time Scale) ที่ใช้ลำดับอายุทางธรณีวิทยา นับแต่โลกกำเนิดขึ้นเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งช่วงเวลาออกเป็น บรมยุค มหายุค ยุค และสมัย ตามลำดับ ดังนั้นในตารางสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ จึงมีลายเส้นตัดกันเป็นช่องย่อยๆ แบ่งตามช่วงเวลาดังกล่าว ในแต่ละช่องยังมีสัญลักษณ์รูปพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งกำเนิดขึ้นในเวลานั้นอีกด้วย เมื่อเราก้าวย่างผ่านมาตราธรณีก
ห้องปฏิบัติการถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยไดโนเสาร์ สำหรับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ห้องปฏิบัติการกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดง เพราะตั้งอยู่ในเส้นทางที่ผู้เข้าชมเดินผ่าน และผนังทั้งบานเป็นกระจกใส จึงสามารถมองเห็นการทำงานของบรรดานักวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เราจะได้เห็นฟอสซิลกระดูกส่วนต่างๆ ของไดโนเสาร์นานาชนิดที่ขุดพบในประเทศไทย วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะแต่ละตัวจนดูละลานตา เช่น กระดูกสะโพกและกระดูกต้นขาชิ้นมหึมาของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน หรือกระดูกโคนหางของ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส เมื่อฟ
ช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์วิวัฒนาการขึ้นจากสัตว์เลื้อยคลาน แล้วทวีจำนวนและชนิดกระทั่งสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลก เกิดขึ้นในช่วงมหายุคมีโซโซอิก เมื่อ 251-65 ล้านปีก่อน โดยแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ ไทรแอสซิก จูแรสซิก และครีเทเชียส ยุคไทรแอสซิก (251-200 ล้านปีก่อน) ทวีปทั้งหมดยังรวมกันเป็นแผ่นดินใหญ่ผืนเดียว เรียกว่า มหาทวีปพันเจีย ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรกว้างใหญ่ ใจกลางทวีปจึงเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ที่อากาศร้อนระอุ ในบริเวณที่ชุ่มชื้นหรือใกล้แหล่งน้ำมีพืชพันธุ์ขึ้น เช่น ปรง เฟิร์น แปะก๊วย พืชคล้ายปาล์ม สัตว์ที่มี
ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ที่น่าพิศวง ด้วยขนาดใหญ่มหึมาและรูปร่างราวสัตว์ประหลาดจากภาพยนตร์แฟนตาซี พวกมันครองโลกยาวนานถึง 160 ล้านปี วิวัฒนาการจนมีจำนวนมากมายหลากหลายชนิด แพร่กระจายไปทั่วพื้นพิภพ ก่อนที่จะสูญพันธุ์อย่างเป็นปริศนาเมื่อราว 65 ล้านปีก่อน ถึงอย่างนั้นพวกมันยังคงดึงดูดความสนใจจากคนในปัจจุบัน อย่างที่ไม่มีสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดใดเทียบได้ อย่าแปลกใจถ้าเราจะชักชวนให้ไปท่องแดนไดโนเสาร์ด้วยกัน ระหว่างเดินทางขอให้ลองหลับตาแล้วใช้จินตนาการพาเราย้อนเวลาสู่อดีต ราวร้อยกว่าล้านปีที่แล้วดินแดนอีสานของไท
พื้นที่จัดแสดงโซน 1 ของพิพิธภัณฑ์สิรินธร หัวข้อ จักรวาลและโลก นอกจากนำเสนอเรื่องการกำเนิดของจักรวาลแล้ว อีกมุมหนึ่งยังมีหัวข้อเกี่ยวกับโลกให้เราได้เรียนรู้ ลูกโลกจำลองขนาดใหญ่ติดตั้งที่ผนัง มีโครงสร้างเป็นแผ่นเปลือกโค้งซ้อนกันอยู่หลายชั้น โดยผู้ชมสามารถเลื่อนแต่ละชั้นให้เคลื่อนแยกจากกันได้ ลักษณะเดียวกับโลกของเราซึ่งมีโครงสร้างเป็นชั้นซ้อนกันอยู่เช่นกัน ผิวโลกชั้นบนสุดหรือเปลือกโลกเป็นชั้นหินแข็ง ส่วนที่เป็นทวีปมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ขณะเปลือกโลกใต้มหาสมุทรมีความหนาเฉลี่ย 6 กิโลเมตร ใ
ไดโนเสาร์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จู่ๆ ก็กำเนิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน แต่พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของสายการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในโลกที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เราสามารถเรียนรู้ลำดับขั้นวิวัฒนาการของสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้อย่างดีจากเรื่องราวของมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งอยู่ในพื้นที่จัดแสดงโซน 3 มหายุคพาลีโอโซอิกเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าไดโนเสาร์จะเกิดขึ้นในโลก มีระยะเวลา 291 ล้านปี และแบ่งเป็น 6 ยุคย่อย ได้แก่ ยุคแคมเบรียน (542-488 ล้านปีก่อน) ช่วงแรกยังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนบก เพราะอากาศร้อนและแห้งแล้งเกินไป